หลังเกมยูฟ่า ซุเปอร์ คัพ

    เป็นเกมดาร์บี้ แมตช์ของกรุงมาดริดตั้งแต่ต้นฤดูกาลเลยทีเดียว สำหรับศึกยูฟ่า ซุเปอร์ คัพที่จะเอาทีมแชมป์ฟุตบอลยุโรปทั้งศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และยูโรป้า ลีกมาพบกัน ซึ่งเมื่อฤดูกาลที่แล้วเป็นบิ๊กแมตช์ระหว่างเรอัล มาดริด และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งผลสุดท้ายเรอัล มาดริดของกุนซือซีเนอดีน ซีดานเป็นฝ่ายเฉือนเอาชนะไปได้ 2-1 โดยฤดูกาลนี้เรอัล มาดริดได้กลับมาเล่นอีกครั้ง แต่ต้องพบกับแอตเลติโก มาดริด คู่ปรับร่วมเมืองหลวงของประเทศสเปน ที่มีการเสริมทัพได้อย่างยอดเยี่ยมในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ส่วนทางเรอัล มาดริดก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงกันครั้งใหญ่ เมื่อไม่มีทั้งซีเนอดี ซีดาน กุนซือคนเก่งที่ลาออกจากตำแหน่งไป และรวมถึงคริส่เตียโน่ โรนัลโด้ กองหน้าระดับพระกาฬด้วย ทำให้กุนซือคนใหม่อย่างจูเลน โลเปเตกี อดีตกุนซือทีมชาติสเปนมีขุมกำลังที่อ่อนลงไปอย่างชัดเจน ซึ่งทั้ง 2 ทีมก็จัดผู้เล่นชุดใหญ่ลงสนาม โดยดิเอโก้ ซิเมโอเน่ ถูกโทษแบนห้ามลงคุมทีมข้างสนามด้วย ทำให้เขาต้องขึ้นไปลุ้นลูกทีมอยู่บนอัฒจรรยแทน โดยกุนซือชาวอาร์เจนไตน์ส่งนักเตะใหม่ลงสนามหลายราย ทั้งโรดรี้ กองกลางดาวรุ่ง โตมาส์ เลอมาร์ ปีกซ้ายทีมชาติฝรั่งเศสก็ได้ลงสนามเป็นตัวจริง ส่วนทางฝั่งของเรอัล มาดริดนั้นเป็นผู้เล่นตัวหลักจากเมื่อฤดูกาลที่แล้วทั้งหมด และไม่มีนักเตะใหม่ได้ลงเป็นตัวจริงแม้แต่คนเดียว โดยแดนกลางกุนซือคนใหม่ใช้อิสโก้ ขยับลงมาต่ำทำหน้าที่แทนลูก้า โมดริชที่ยังไม่ฟิต โดยเล่นร่วมกับโทนี่ โครสส์ และกาเซมิโร่ตามเดิม ส่วนแดนหน้าเมื่อขาดคริสเตียโน่ โรนัลโด้ กุนซือวัย 51 ปีเลือกใช้มาร์โก อเซนซิโอ ขยับมาเล่นแทน โดยเล่นร่วมกับคาริม เบนเซม่า และแกเร็ธ เบลตามเดิม

ซึ่งผลสุดท้ายก็อย่างที่ทราบกันว่าแอตเลติโก มาดริดสามารถคว้าแชมป์ได้สำเร็จ โดยมาเอาชนะเรอัล มาดริดได้ในช่วงต่อเวลา 4-2 หลังจากที่เสมอกันใน 90 นาทีม 2-2 โดยพวกเขามาได้ 2 ประตูในช่วงต่อเวลาพิเศษครึ่งแรกจากประตูสุดสวยของซาอูล นิเกซ และโกเก้ 2 กองกลางตัวเก่งของทีม ซึ่งเกมนี้ทั้ง 2 ทีมก็เล่นกันได้สนุกสมกับเป็นดาร์บี้ แมตช์ของเมืองมาดริดเลยทีเดียว ถึงแม้ว่าจะบินมาแข่งกันที่กรุทานลิน ประเทศเอสโตเนียก็ตาม ซึ่งจากแชมป์ครั้งนี้ทำให้ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ กลายเป็นกุนซือที่ทำให้แอตเลติโก มาดริดคว้าแชมป์ได้มากที่สุดอีกด้วย โดยมาแล้วถึง 7 รายการ